hitechnoo.com

เผยโฉม Pentax K-3 Mark III กล้อง DLSR ระดับ APS-C

เผยโฉม Pentax K-3 Mark III กล้อง DLSR ระดับ APS-C

กล้องถ่ายภาพ คือ อุปกรณ์ไอทีอีกหนึ่งชิ้นที่ใครหลายคนชื่นชอบ และบางคนถึงขั้นมีการเก็บสะสมกล้องถ่ายภาพจำนวนมาก เพราะความชอบส่วนตัวกันเลยทีเดียว ซึ่งคุณสมบัติหรือความสามารถของกล้องถ่ายภาพแต่ละตัวก็มีความแตกต่างกันออกไป ก็แล้วแต่สเปกและราคา และวันนี้เราได้หยิบเอาอีกหนึ่งกล้องถ่ายภาพที่มีความน่าสนใจไม่น้อยมาแนะนำกันนั่นก็คือ Pentax K-3 Mark III ลองไปดูกันซิว่ามีดีอย่างไรบ้าง รายละเอียดคุณสมบัติของ Pentax K-3 Mark III ถือเป็นกล้อง DLSR รุ่นใหม่จากที่มีการเผยโฉมออกมาเมื่อไม่นานมานี้ โดยมาพร้อมกับเซนเซอร์ขนาด CMOS APS-C  ที่มีความละเอียดอยู่ที่ 25.73 ล้านพิกเซล มีความไวแสงที่ 100 -1,600,000 มีระบบ Aotofocus SAFOX 13 ที่มาพร้อมกับจุดโฟกัสทั้งหมด 101 จุด มีช่องมองภาพเป็นแบบ Pentaprism Finder ที่สามารถแสดงผลได้แบบ 100 เปอร์เซ็นต์ ที่อัตราการขยาย 1.05x และจอแสดงภาพเป็น LCD 3.2 นิ้วที่มาพร้อมระบบสัมผัส มีความละเอียดอยู่ที่ 1620K จุด มีช่องใส่การ์ดความจำแบบแบบ Dual Slot …

เผยโฉม Pentax K-3 Mark III กล้อง DLSR ระดับ APS-C Read More »

ปล่อยเครื่องอยู่ในโหมด “สแตนด์บาย” ประหยัดไฟกว่าปิดเครื่องแล้วถอดปลั๊ก

ปล่อยเครื่องอยู่ในโหมด “สแตนด์บาย” ประหยัดไฟกว่าปิดเครื่องแล้วถอดปลั๊ก

ปล่อยเครื่องอยู่ในโหมด “สแตนด์บาย” ประหยัดไฟกว่าปิดเครื่องแล้วถอดปลั๊ก ในปัจจุบันนี้เทคโนโลยีให้เครื่อง PC หรือว่า Notebook หรือแม้กระทั่งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้มีการพํฒนากันอยู่ตลอดเวลา ดังที่เราจะเห็นได้ว่ามีเครื่อง PC, Notebook, โทรศัพท์มือถือ รวมไปถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มีการออกใหม่อยู่ตลอดเวลานั้นแสดงถึงการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ออกมาอยู่ตลอดเพื่อตอบสนองการใช้งานของผู้คนในยุคปัจจุบัน ข้อปฏิบัติที่เรารู้กันโดยทั่วไปนั่นก็คือ เมื่อเราไม่ได้ใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ PC หรือว่า Notebook แล้วก็ควรปิดเครื่องและถอดปลั๊กทุกครั้ง เพื่อเป็นการประหยัดไฟและประหยัดพลังงาน แล้วยังช่วยลดโลกร้อนได้อีกด้วย เพราะถึงแม้ว่าเครื่องจะอยู่ในโหมดสแตนด์บาย แต่มันก็ยังคงมีการใช้พลังงานอยู่ แต่เพื่อนๆทุกคนเชื่อหรือไม่ว่าในการทำเช่นนี้บางครั้งมันไม่ได้ช่วยประหยัดไฟกว่าการเปิดเครื่องแล้วปล่อยให้อยู่ในโหมดสแตนด์บาย ปล่อยเครื่องอยู่ในโหมด “สแตนด์บาย” ประหยัดไฟกว่าปิดเครื่องแล้วถอดปลั๊ก โดยจริงๆแล้ว การปิดเครื่อง PC หรือ Notebook เมื่อไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานาน และทำการถอดปลั๊กออกเรียบร้อยนั่นก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าจะช่วยประหยัดไฟได้มากกว่าการเปิดเครื่องแล้วปล่อยให้อยู่ในโหมดสแตนด์บายเป็นเวลานานๆเสมอไป โดยเฉพาะกับเครื่อง PC ในยุคปัจจุบันนี้หรือแม้กระทั่งเครื่อง Set Top Box และโทรทัศน์จอแบนที่ผลิตออกสู่ตลาดในช่วง 5 ปีมานี้ ซึ่งมีมาตรฐานการทำงานการใช้พลังงานที่เข้มงวดและออกแบบมาให้ประหยัดไฟในช่วงที่เครื่องอยู่ในโหมดสแตนด์บาย โดยเครื่องจะมีระดับการใช้พลังงานลดลงอย่างต่อเนื่อง และเมื่อเครื่องอยู่ในโหมดสแตนด์บาย โทรทัศน์จอแบนในยุคปัจจุบันทั้งหลายนั้นก็เรียกได้ว่าแทบจะไม่ได้ใช้พลังงานเลยด้วยซ้ำ หรือในกรณีของเครื่อง PC และ Notebook เพลงก็ใช้พลังงานไม่ถึง …

ปล่อยเครื่องอยู่ในโหมด “สแตนด์บาย” ประหยัดไฟกว่าปิดเครื่องแล้วถอดปลั๊ก Read More »

โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม

5 วิธีสำคัญป้องกันโรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม CVS (Computer Vision Syndrome)

โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม ผลจากการที่ต้องเพ่งมองจอภาพเป็นเวลานานๆ ทั้งจากเครื่องคอมพิวเตอร์  Notebook  แท็บเล็ตและ Smartphone  ทำให้คนในปัจจุบันจำนวนกว่า 90% กำลังเสี่ยงต่อการเป็นโรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม Computer Vision Syndrome โดยไม่รู้ตัว โดยอาการของโรคที่พบได้เสมอก็คือ แสบตา เมื่อยล้า ตาพร่ามัว หรือบางคนก็อาจถึงขั้นตาแดง นอกจากนั้นอาการปวดศีรษะ ปวดคอ ปวดหลังร่วมอยู่ด้วย โดยคนส่วนใหญ่ที่มักจะเป็นโรคนี้ได้แก่ พนักออฟฟิตที่นั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน หรือแม้กระทั่งคนทั่วไปที่เล่น Smartphone เป็นเวลานาน ๆ ก็มีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคนี้ขึ้นได้ อย่างไรก็ตามการหลีกเลี่ยงจากอาการเหล่านี้ก็สามารถทำได้ง่าย ๆ ดังต่อไปนี้ 5 วิธีสำคัญป้องกัน โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม CVS (Computer Vision Syndrome) ปรับระยะและมุมมองให้เหมาะสมระยะและมุมมองของสายตาเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ซึ่งในกรณีดีที่สุดนั้น ควรปรับให้มีระยะห่างระหว่างดวงตากับจุดกึ่งกลางจอภาพประมาณ 27 – 28 นิ้ว (อยู่กับขนาดจอภาพ) และทุก ๆ ทางจอภาพนั้นต้องอยู่ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 4 – 5 นิ้ว นอกจากนั้นถ้าต้องดูสิ่งอื่นสลับไปมากับจอภาพด้วย ก็ควรวางสิ่งของนั้นไว้ในที่ที่มองเห็นได้ถนัด …

5 วิธีสำคัญป้องกันโรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม CVS (Computer Vision Syndrome) Read More »

เทคนิคการคืนชีพรถจมน้ำเบื้องต้น

เทคนิคการคืนชีพรถ “จมน้ำ” เบื้องต้น

เทคนิคการคืนชีพรถจมน้ำเบื้องต้น เทคนิคการคืนชีพรถจมน้ำเบื้องต้น เรียกว่าไม่แตกต่างจาก การกู้รถขึ้นจากน้ำทั่วไปนัก โดยช่างผู้ชำนาญการของทางศูนย์บริการรถยนต์ทุกแห่งยืนยันและให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า สิ่งแรกที่ควรปฏิบัติหลังน้ำลดคือ ตรวจสอบสภาพภายนอกของรถอย่างคร่าว ๆ วัดจากระดับคราบน้ำที่แห้งกรังเพื่อประเมินความเสียหาย ถ้าระดับน้ำอยู่บริเวณครึ่งล้อหรือมากกว่านั้นเล็กน้อย ถือว่ายังไม่น่ากังวล แต่ก็ยังต้องมีการตรวจสอบระบบสายไฟหรือ ซ็อกเก็ตต่าง ๆ ด้วยการฉีดน้ำยาไล่ความชื้นเพิ่ม ตามด้วยการตรวจสอบแบตเตอรี่ ว่าได้มีการถอดขั้วแบตออกหรือไม่อย่างไร หากถอดขั้วแบตออกแล้วห้ามใส่กลับคืนเข้าไปและห้ามสตาร์ตเด็ดขาด ควรลากหรือยกรถไปเข้าศูนย์บริการที่ใกล้ที่สุด เพื่อตรวจเช็กสภาพรถโดยรวม ซึ่งปัจจุบันมีบริการรถยกรถลากจำนวนมากคอยให้บริการอยู่เบื้องต้น ซึ่งราคาสตาร์ตอยู่ที่ราว 1,500 บาท ระยะทางไม่เกิน 10-20 กิโลเมตร เพราะการสตาร์ตรถทันที โดยไม่ผ่านการตรวจสภาพรถเบื้องด้น อาจส่งผลต่อระบบไฟฟ้าในรถยนต์รวมถึงขั้นช็อตเสียหายจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สมองกล เนื่องจากตัวรถผ่านการจมน้ำมาเป็นระยะเวลานาน เส้นสายไฟหรือซ็อกเก็ตต่าง ๆ อาจมีน้ำขัง การจอดแช่น้ำมากกว่า 2-3 วันจนกระทั่งนานเป็นเดือน อาจมีการระเหยของไอนํ้าแทรกซึมผ่านเข้าสู่ท่อทางแท็งก์หรืออ่างน้ำมันได้ แต่ถ้าท่วมขังนานถึงระดับกันชนหน้าหรือไฟหน้ารถ งานนี้มีลุ้นว่าน้ำจะเข้าเครื่องหรือไม่? หรืออาจจะแค่เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง น้ำมันหล่อลื่นต่าง ๆ ตามด้วยล้างระบบไฟฟ้า ฉีดน้ำยาไล่ความชื้น และนำรถกลับไปใช้งานได้เหมือนเคย อันนี้ด้องประเมินสถานการณ์ดู ข่าวเรื่องรถยนต์ ข่าวอัพเดตเทคโนโลยี ข่าวสาร ความรู้ เกี่ยวกับเรื่องสุขภาพ

ข้อแนะนำในการขับรถฝ่าน้ำท่วมอย่างไรให้ปลอดภัย

ขับรถปลอดภัย ฝ่าน้ำท่วม

ข้อแนะนำในการขับรถฝ่าน้ำท่วม อย่างไรให้ปลอดภัย เมื่อถึงหน้าฤดูฝนในช่วงที่มีพายุหรือร่องมรสุมผัดผ่านประเทศไทย ทำให้เกิดฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก ซึ่งประเทศไทยของเราก็เกิดน้ำท่วมทุกปีเป็นเรื่องปกติ ส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายในวงกว้าง ซึ่งกว่าจะผ่านพ้นวิกฤตการณ์ไปได้ คงต้องใช้เวลากันอีก นานนับเดือนกว่านํ้าจะลดลงจนเข้าสู่ภาวะปรกติ อีกทั้งตลอดระยะเวลาแห่งภาวะวิกฤตภัยนํ้าท่วมที่เกิดขึ้นนี้ ไม่เพียงแต่ทิ้งร่องรอยความสูญเสีย และสร้างความเสียหายให้แก่ข้าวของเครื่องใช้และทรัพย์สินมีค่านานาชนิด อาทิ อาคารบ้านเรือน เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องอำนวยความสะดวก เท่านั้น แต่ภาวะภัยนํ้าท่วมครั้งนี้ ยังก่อให้เกิดความเสียหาย อย่างร้ายแรงต่อยานพาหนะหลายชนิด ที่ผู้เป็นเจ้าของไม่สามารถ เคลื่อนย้ายหนีน้ำได้ทัน ถึงให้ฝนตกหนักขนาดไหน น้ำท่วมทางในบางครั้งเราก็จำเป็นต้องขับรถผ่านเส้นทางนั้น หลายคนอาจจะยังไม่รู้วิธีการขับรถฝ่าน้ำท่วมอย่างไรให้ปลอดภัย และในวันนี้เรามีวิธีการขับลุยน้ำที่ท่วมขัง ว่าทำอย่างไร จึงจะทำให้รถของเราปลอดภัย เราได้ทำการสรุป มาฝากกันดังนี้ 8 ข้อแนะนำในการขับรถฝ่าน้ำท่วม อย่างไรให้ปลอดภัย การขับรถลุยน้ำท่วมควรใช้ความเร็วต่ำ ๆ ไม่เกิน 30 กม./ชม. เนื่องจากหากมีการเร่งรอบเครื่องที่สูงเกินไป “พัดลมฟรีปั๊ม” หน้าเครื่องจะหมุนด้วยรอบเครื่องที่สูง จะทำให้ใบพัดลมแตกหัก แล้วเศษของใบพัดอาจไปทำให้ “หลอดระบายความร้อนของหม้อน้ำ” ได้รับความเสียหาย ส่งผลให้น้ำหล่อเย็นภายในเครื่องยนต์ไหลออกจนหมด ทำให้เครื่องเกิด “โอเวอร์ฮีต” แล้วอาจทำให้ส่วนภายในเครื่องยนต์ได้รับความเสียหายตามไปด้วย หากขับรถลุยน้ำท่วมควรปิดระบบปรับอากาศและเปิดกระจกหน้าต่าง เพราะถ้าหากเปิดระบบปรับอากาศในขณะขับรถลุยน้ำท่วมอาจส่งผลให้คอมเพรสเซอร์แอร์ได้รับความเสียหายได้ และพยายามใช้ระบบไฟในรถยนต์ให้น้อยที่สุดเพื่อป้องกันการช็อต การต่อปล่องดูดอากาศเข้าสู่ชุดหม้อกรองโดยให้ปล่องดักอากาศอยู่ด้านนอกตัวรถยนต์ …

ขับรถปลอดภัย ฝ่าน้ำท่วม Read More »

วิธีการซ่อมรถมอเตอร์ไซด์จมน้ำด้วยตนเอง

วิธีการซ่อมรถมอเตอร์ไซด์จมน้ำด้วยตนเอง

วิธีการซ่อมรถมอเตอร์ไซด์จมน้ำด้วยตนเอง สำหรับใครที่พอมีความรู้เกี่ยวกับเครื่องยนต์หรือการซ่อมรถมอเตอร์ไซค์ ย่อมได้เปรียบและช่วยให้ตนเองประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก ที่สำคัญในช่วงหลังนี้ ร้านซ่อมมอเตอร์ไซด์ตามริมทางมักจะมีผู้ประสบภัยนำรถเข้าไปใช้บริการเป็นจำนวนมาก ทำให้ต้องรอรับบริการตามคิวหรือบางร้านถือโอกาสเอาเปรียบผู้บริโภค ด้วยการขึ้นราคามากกว่าปรกติ รถมอเตอร์ไซด์คู่ใจที่จมน้ำเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดกับรถของตัวเอง แต่ถ้ามันเกิดขึ้นแล้วก็ต้องทำการแก้ไขใช้กลับมาใช้ได้เหมือนเดิม วันนี้เรามี วิธีการซ่อมรถมอเตอร์ไซด์จมน้ำด้วยตนเอง มาแนะนำ ดังนี้ ให้เตรียมเครื่องมือช่างต่าง ๆ ให้พร้อม เช่น ประแจปากตาย ประแจแหวน ค้อน ไขควงปากแฉก ไขควงปากแบน ปั๊มลม น้ำมันอเนกประสงค์ สบู่หรือผงซักฟอก แปรงสีฟันเก่าๆ ฟองน้ำ เศษผ้า ถังน้ำหรือสายยางฉีดน้ำ รวมถึงไม้ไว้ใช้รองแท่นเครื่อง จัดการทำความสะอาดให้เรียบร้อย จากนั้นจึงฉีดน้ำล้างตามซอกตามมุมให้ทั่วทั้งคัน เพื่อไล่ดินโคลน คราบสกปรกออกให้หมด จากนั้นจะทำการไล่น้ำออกจากท่อไอเสีย โดยยกหน้ารถให้สูงเพื่อให้น้ำไหลย้อนออกจากปลายท่อไอเสีย อีกทั้งทำการถอดขั้วแบตเตอรี่ออกก่อน เริ่มจากถอดขั้วบวกแล้วค่อยมาถอดขั้วลบ เพื่อป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร ซึ่งก่อนหน้านี้ห้ามบิดกุญแจเพื่อสตาร์ตเครื่องเด็ดขาด จากนั้นแกะและถอดฝาครอบบังลมออก รวมถึงแกะหรือถอดอะไหล่ที่เกะกะออกมาก่อน ให้เหลือแต่โครงรถ เพื่อง่ายในการซ่อม จากนั้นเช็ดทำความสะอาดด้วยผ้าให้แห้งพร้อมน้ำมันอเนกประสงค์เพื่อไล่ความชื้น ถอดไส้กรองอากาศทิ้ง เนื่องจากไส้กรองนั้นหมดสภาพแล้ว และให้เปลี่ยนไส้กรองใหม่ใส่แทน การทำในขั้นตอนนี้ต้องระวังน้ำไหลเข้าไปในคาร์บูเรเตอร์ ถ่ายน้ำมันเบนซินจากถังออกให้หมด หลังจากนั้นใส่น้ำมันเบนซินใหม่ พร้อมกับเขย่าถังน้ำมัน ทำซ้ำอีกครั้ง แล้วจึงประกอบกลับเข้าไปที่เดิม ต่อจากนั้นตรวจสอบคาร์บูเรเตอร์ …

วิธีการซ่อมรถมอเตอร์ไซด์จมน้ำด้วยตนเอง Read More »

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save